ประวัติของโรงเรียน

ชื่อโรงเรียน   โรงเรียนกวดวิชาธนวรรณ
ที่ตั้ง    บ้านเลขที่ 220 หมู่ 8  ตำบลบ้านเลือก อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี
ประวัติความเป็นมาของโรงเรียนกวดวิชาธนวรรณ เริ่มก่อตั้งโรงเรียน  ตั้งแต่ ปี 2534

ระยะการพัฒนา 4 ระยะ

  1. ระยะเริ่มต้น (สอนพิเศษทั่วไป)
  2. ระยะพัฒนาเป็นองค์กรทางการศึกษา
  3. ระยะพัฒนาเป็นองค์กรทางการศึกษาเอกชนนอกระบบสังกัด สช. กระทรวงศึกษาธิการ
  4. ระยะพัฒนาเป็นองค์กรที่มุ่งสู่คุณภาพทางการศึกษาและยกระดับสถาบัน

ชื่อเรียกของโรงเรียน   

ระยะแรก       “ นักติวบ้านนอก
ระยะพัฒนา (1)ศูนย์พัฒนาการศึกษาเพื่อสอบเข้า รร.เตรียมทหาร แล ะวิศวกรรมศาสตร์  ประจำจังหวัดราชบุรี
ระยะพัฒนา (2)ศูนย์พัฒนาการศึกษาเพื่อสอบเข้า รร.เตรียมทหาร ” (กวดเข้าเตรียมทหาร อ.ป๋อง)
ปัจจุบัน (ตั้งแต่ปี 2547)   “ โรงเรียนกวดวิชาธนวรรณ ” (กวดเข้าเตรียมทหาร อ.ป๋อง)

ระยะเริ่มต้น (สอนพิเศษทั่วไป)

ปี พ.ศ.2534  หลังจากที่  ร.ต. ป๋อง  คำอาจ ได้จบการศึกษาระดับปริญญาโทในสาขาวิศวกรรมโครงสร้าง ที่ Stevens Institute of Technology  รัฐ New Jersey  ประเทศสหรัฐอเมริกา (ในปี 2533) และได้บรรจุรับราชการทหารครั้งแรกที่ โรงเรียนทหารช่าง ค่ายภาณุรังษี  จังหวัดราชบุรี  หลังจากนั้นได้ย้ายมาทำงานที่กองการต่างประเทศ กรมยุทธศึกษาทหารบก กรุงเทพฯ  และในปี 2534 ได้ย้ายเข้าเป็นอาจารย์ที่กองวิชาวิศวกรรมโยธา โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า จว.นครนายก  สำหรับในช่วงปี 2534 เป็นปีที่ต้องติดตามเอกสารการสำเร็จการศึกษา ทำให้ใช้ชีวิตอยู่ในกรุงเทพฯ เป็นส่วนใหญ่ จึงได้ตระเวนหางานพิเศษทำเพื่อเสริมรายได้ มีทั้งรับจ้างสอนกวดวิชาเข้าเตรียมทหาร เป็นวิศวกรควบคุมการก่อสร้างนอกเวลา  วิศวกรออกแบบอาคาร  และ ในวันเสาร์-อาทิตย์ จะกลับบ้านที่ อ.โพธาราม จ.ราชบุรี ด้วย

ประสบการณ์ที่ได้มาจากการเรียนที่สหรัฐอเมริกา ร.ต.ป๋องฯ ต้องการกลับมาพัฒนาบ้านเกิดตัวเอง สิ่งแรกที่ต้องการทำคือการให้ความรู้เยาวชน  จึงได้ไปเสาะแสวงหาเด็กนักเรียนในเขตพื้นที่โพธาราม มาได้ประมาณ 7-10 คน ส่วนใหญ่เป็นลูกแม่ค้าผักในตลาดสด อ.โพธาราม  โดยเปิดสอนที่บ้าน คุณขัตติยาพร คำอาจ (จันทรดี) ซึ่งตั้งอยู่ที่บ้านเลขที่ 150 หมู่ 8 หมู่บ้านหนองรี  ต.บ้านเลือก อ.โพธาราม จ.ราชบุรี  ซึ่งได้ตั้งชื่อว่าเป็น “ นักติวบ้านนอก ”

สภาพโดยทั่วไปในการเริ่มต้นเปิดสอนกวดวิชา คือ มีกระดานเล็กๆ 1 อัน มี whiteboard สำหรับเขียน และแปลงลบกระดาน และให้จดบนกระดาน เป็นส่วนใหญ่  หลักสูตรที่สอนเป็น ม.3 ทั่วไป อัตราการเก็บค่าสอน 300 บาท ต่อเดือนต่อคน  การดำเนินการเป็นไปด้วยความยากลำบากทั้งนักเรียนและผู้สอน  ร.ต.ป๋องฯ  สอนทุกวิชาทั้ง คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ อังกฤษ และ ภาษาไทย  แต่ด้วยความมุ่งมั่นและอุดมการณ์ที่มีมาตั้งแต่เด็ก จึงไม่มีการย่อท้อ

ปี พ.ศ. 2535  เป็นครั้งแรกที่ ร.ท.ป๋องฯ มีความคิดที่จะรับนักเรียนเข้าค่ายเพื่อเก็บตัวเข้าสอบเตรียมทหารในช่วงเดือนมีนาคม จึงได้เสาะหานักเรียนชายซึ่งมีความต้องการที่จะเป็นนักเรียนนายร้อยและกำลังเรียนในชั้น ม.4 มาเข้าค่าย โดยเปิดติวที่โรงเรือนชั้นเดียว (ซึ่งดัดแปลงมาจากโรงเลี้ยงวัวเดิมของคุณพ่อ-คุณแม่ ของคุณขัตติยาพรฯ) มีนักเรียนมาเรียนประมาณ 10 คน ด้วยสภาพที่อยู่ซึ่งค่อนข้างลำบากมาก โดยต้องกลางมุ้งนอน หุงข้าวรับประทานกันเอง แต่ด้วยประสบการณ์การเรียนที่ประสบผลสำเร็จของ ร.ท. ป๋องฯ ที่อาศัยอุดมการณ์ ความมุ่งมั่น และ ความขยัน การรู้จักหน้าที่ตนเอง ความอดทน รวมทั้งความซื่อสัตย์ในตัวเอง ประสบการณ์เหล่านี้จึงถ่ายทอดไปสู่นักเรียน  จึงเริ่มมี สโลแกน ว่า
“ เกิดเป็นควายต้องทน เกิดเป็นคนต้องสู้ ”

เพราะนักเรียนส่วนใหญ่มาจากครอบครัวที่ยากจน โอกาสในการเรียนรู้หรือเรียนพิเศษเพิ่มเติมมีโอกาสน้อยมาก เกรดการเรียนแต่ละคนค่อนข้างต่ำมาก แต่พวกเราก็สู้ด้วยกัน นักเรียนทั้ง 10 คน มีการปรับตัวตนเองด้วยการอ่านหนังสืออย่างหนักจนถึงตี1-2 และตื่น ตี 5 เพื่ออ่านหนังสือ และด้วยจิตวิญญาณในการต่อสู้ของนักเรียนที่ด้อยโอกาสเหล่านั้น ปรากฏว่ามีนักเรียน 3 คนที่ประสบผลสำเร็จในการสอบเข้า เหล่าตำรวจทั้งรอบแรกและผ่านรอบสอง (สมัยก่อนสอบได้เหล่าเดียว เพราะสอบพร้อมกันหมดและใช้หลักสูตร ม.4)  ส่วนอีก 7 คนที่เหลือ เมื่อกลับไปที่โรงเรียนตนเองปรากฏว่ามีการพัฒนาที่ดีขึ้นและประสบผลสำเร็จในการเรียนสามารถทำเกรดการเรียนให้สูงขึ้น

ปี พ.ศ. 2536 จากผลลัพธ์และผลสัมฤทธิ์ ที่ได้จากการทำงานหนักของทั้งผู้สอนและนักเรียนเอง ในปี 2536 มีนักเรียนโรงเรียนเบญจมราชูทิศ (โรงเรียนประจำจังหวัดราชบุรี)  ได้รับการบอกต่อจากพี่ๆที่มาเรียน จึงเริ่มมาสมัครเรียนพิเศษในหลักสูตร ม.3 ทั่วไปใน วันเสาร์ – อาทิตย์  ทั้งนักเรียนหญิงและนักเรียนชายเพิ่มขึ้นเป็น 30 คน จนต้องเพิ่มโต๊ะเก้าอี้ (ใช้โต๊ะก๋วยเตี๋ยว)  ในปีนี้ ร.ท.ป๋องฯ  ได้เป็นอาจารย์พิเศษวิชาวิศวกรรมโยธาที่มหาวิทยาลัยเอเชียอาคเนย์ และ เป็นที่ปรึกษาการออกแบบอุปกรณ์ห้องปฏิบัติการวิศวกรรมโยธาที่บริษัท ESSOM พุทธมมณฑลสาย 5 งาน ทำให้มีความรับผิดชอบมากขึ้น แต่ด้วยอุดมการณ์ที่ต้องการพัฒนาบ้านเกิดเมืองนอน จึงต้องดำเนินการสอนนักเรียนอย่างต่อเนื่อง  ผลที่ได้คือเด็กดีขึ้น ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการเรียน “ ถึงแม้ผลประกอบการจะขาดทุน แต่ ได้กำไรทางใจที่ประสบผลสำเร็จตามอุดมการณ์ ”  ในส่วนของหลักสูตรเข้าเตรียมทหารระดับชั้น ม.4  ซึ่งรับนักเรียนในช่วงเดือนมีนาคมอย่างเดียว ก็มีนักเรียนสามารถสอบเข้าเรียนในรอบแรกได้มากขึ้น

ปี พ.ศ.2537-2540  เป็นช่วงที่นักเรียนในเขตพื้นที่จังหวัดราชบุรีเริ่มสนใจที่จะมาเรียนพิเศษกับ ร.อ.ป๋อง ฯ มากขึ้น และรู้จักโรงเรียนสอนพิเศษในนาม “ กวดวิชาอาจารย์ป๋อง ”   มีนักเรียนสนใจเรียนในด้านเตรียมทหารมากขึ้น  ร.อ.ป๋อง ฯ จึงเปิดสอนเตรียมทหารในหลักสูตรเสาร์-อาทิตย์ และ เข้าค่ายเดือนมีนาคม  ซึ่งในช่วงนี้สภาพการเรียนเป็นโรงเรือนชั้นเดียว ไม่ติดแอร์ มีต้นไม้ใหญ่รอบๆ (ด้านหลังเป็นพื้นที่รกร้างเป็นมีต้นไม้ใหญ่ค่อนข้างทึบ) ซึ่งบางครั้งต้องใช้พื้นที่ใต้ต้นไม้เพื่อเป็นห้องเรียนเมื่อมีการเข้าค่าย
ในระหว่างนั้นเริ่มมีการพัฒนาพื้นที่โดยปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานตรงบริเวณโรงเรือนชั้นเดียว ซึ่งสภาพก็ยังลำบากเหมือนเดิม แต่นักเรียนก็ใจสู้ ถึงแม้สภาพไม่เอื้อต่อการเรียน เพราะต้องเรียนในห้องเรียนที่โล่งไม่มีแอร์ หรือเรียนใต้ต้นไม้บ้าง ไม่มีห้างสรรพสินค้าให้เดิน แต่นักเรียนทุกคนในยุคนั้นต่างมีอุดมการณ์ที่จะเรียน มีอุดมการณ์ที่จะไขว่คว้าอนาคต เพราะเริ่มเห็นช่องทางในการยกระดับตนเองซึ่งก็คือ “ การเรียนหนังสือให้ดีที่สุด ”   ผลลัพธ์ที่ได้ในห้วงปีนี้ ทำให้นักเรียนสามารถสอบเข้าเป็นนักเรียนเตรียมทหารมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง และสามารถปรับระดับเกรดในชั้นเรียนให้สูงขึ้น อีกทั้งผลประกอบการเริ่มได้กำไรบ้างเพราะมีนักเรียนให้ความสนใจมาเรียนเพิ่มขึ้น
  

ปี พ.ศ.2541 – 2547   ด้วยการทำงานหลายด้านของ พ.ต.ป๋อง  คำอาจ ทั้งการรับราชการทหารซึ่งเป็นงานประจำ / รับเหมาก่อสร้าง / รับเป็นที่ปรึกษาบริษัทผลิตอุปกรณ์ห้องปฏิบัติการ / อาจารย์พิเศษที่มหาวิทยาลัยเอเชียอาคเนย์ และ มหาวิทยาลัยสยาม  อีกทั้งแนวทางการสอนพิเศษเพื่อสอบเข้าโรงเรียนเตรียมทหารก็โตขึ้นเรื่อยๆ  ช่วงนี้จึงจำเป็นที่จะต้องตัดงานที่เป็นอุปสรรคออกไปคือ ต้องปิดโครงการรับเหมาก่อสร้างลงเพื่อให้เจ็บตัวน้อยที่สุด ซึ่งทำให้ขาดทุนอย่างมาก แต่ก็สามารถหลุดออกจากวงการงานก่อสร้างซึ่งตรงกับที่เรียนมา แต่ไม่เหมาะกับอุปนิสัยตนเอง 

หลังจากนั้นมา พ.ต.ป๋อง ฯ  จึงนำประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดซึ่งมีทั้งประสบผลสำเร็จและล้มเหลว (งานสอนที่โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า (ปัจจุบันยังรับราชการอยู่)/ งานสอนเพิ่มเติมที่มหาวิทยาลัยเอเชียอาคเนย์และมหาวิทยาลัยสยาม / งานที่ปรึกษาบริษัท ESSOM / งานรับเหมาก่อนสร้าง) มาปรับปรุงการศึกษาในโรงเรียน จึงได้เริ่มพัฒนา หลักสูตรเป็นวงรอบประจำปีที่เชื่อมโยงกันคือ  หลักสูตรเสาร์-อาทิตย์ 2 เทอม  หลักสูตรเข้าค่ายเดือนตุลาคม  และ หลักสูตรเข้าค่ายเดือนมีนาคม  ทั้งหมดเป็นหลักสูตรเข้าเตรียมทหาร และใช้แนวคิดในการบริหารจัดการแบบการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง (continuous improvement)  มีการปรับโครงสร้างพื้นฐานอย่างค่อยเป็นค่อยไปดังนี้

1. การสร้างอาคารที่พัก 3 ชั้น 
2. กันห้องในบริเวณโรงเรือนชั้นเดียว
3. ถมพื้นที่ด้านหลังโรงเรือนซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีต้นมะพร้าว และต้นไม้อื่นๆ
4. ปรับปรุงห้องเรียน 

องค์ประกอบทางการศึกษา เริ่มพัฒนามากขึ้น และที่สำคัญคือ ผลลัพธ์ของแต่ละปีพบว่ามีนักเรียนสามารถสอบเข้าโรงเรียนเตรียมทหารได้มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง และความนิยมเริ่มขยายไปสู่จังหวัดใกล้เคียงคือ นครปฐม  กาญจนบุรี  และสมุทรสงคราม

ปี พ.ศ. 2548-2552  เป็นช่วงที่มีการพัฒนาการศึกษาอย่างต่อเนื่อง  มีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ด้านอาคารเรียน ซึ่งประกอบไปด้วย ห้องเรียน  ห้องประชุมและสัมมนา พื้นที่พักผ่อนของผู้ปกครองและนักเรียน พื้นที่รับประทานอาหาร และ ก่อสร้างห้องน้ำห้องส้วมใหม่ทั้งระบบ  มีการจดทะเบียนเข้าสังกัดโรง สช. ในชื่อ “ โรงเรียนกวดวิชาธนวรรณ “  
มีการพัฒนาหลักสูตรให้สอดคล้องกับหลักสูตรแกนกลางปี 51 ของกระทรวงศึกษาธิการ  รวมทั้งเปิดหลักสูตรทั้งหมด  12 หลักสูตรคือ

1. หลักสูตร ม.1 ประกอบไปด้วย 5 วิชาหลักคือ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภาษาอังกฤษ ภาษาไทย และ สังคมศึกษา  เรียนทุกวันเสาร์เวลา 0900 -1500
2. หลักสูตร ม.2 ประกอบไปด้วย 5 วิชาหลักคือ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภาษาอังกฤษ ภาษาไทย และ สังคมศึกษา  เรียนทุกวันเสาร์เวลา 0900 -1500
3. หลักสูตร ม.3 ประกอบไปด้วย 5 วิชาหลักคือ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภาษาอังกฤษ ภาษาไทย และ สังคมศึกษา  เรียนทุกวันเสาร์เวลา 0900 -1500
4. หลักสูตร ม.4 ประกอบไปด้วย 5 วิชาหลักคือ คณิตศาสตร์ ฟิสิกส์  เคมี ภาษาอังกฤษ และ ภาษาไทย   เรียนทุกวันเสาร์เวลา 0900 -1500
5. หลักสูตร ม.5ควบ ม.6  ประกอบไปด้วย 5 วิชาหลักคือ คณิตศาสตร์ ฟิสิกส์  เคมี ภาษาอังกฤษ และ ภาษาไทย  เรียนทุกวันเสาร์เวลา 0900 -1500
6. หลักสูตร วิทย์ – คณิต สำหรับเข้าเตรียมทหาร เรียนทุกวันเสาร์เวลา 0900 -1500
7. หลักสูตร  คณิต-อังกฤษ สำหรับเข้าเตรียมทหาร เรียนทุกวันเสาร์เวลา 0900 -1500
8. หลักสูตรอยู่ประจำระดับ ม.1 ช่วงเดือนเมษายน เรียนทุกวัน เวลา 0900 – 2100 ใน 5 วิชาหลักคือ คือ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภาษาอังกฤษ ภาษาไทย และ สังคมศึกษา
9. หลักสูตรอยู่ประจำระดับ ม.2 ช่วงเดือนเมษายน เรียนทุกวัน เวลา 0900 – 2100 ใน 5 วิชาหลักคือ คือ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภาษาอังกฤษ ภาษาไทย และ สังคมศึกษา
10. หลักสูตรอยู่ประจำระดับ ม.3-5 เข้าเตรียมทหาร ช่วงเดือนเมษายน เรียนทุกวัน เวลา 0900 – 2100 ใน 5 วิชาหลักคือ คือ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภาษาอังกฤษ ภาษาไทย และ สังคมศึกษา
11. หลักสูตรอยู่ประจำระดับ ม.3-5 เข้าเตรียมทหาร ช่วงเดือนตุลาคม  เรียนทุกวัน เวลา 0900 – 2100 ใน 5 วิชาหลักคือ คือ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภาษาอังกฤษ ภาษาไทย และ สังคมศึกษา
12. หลักสูตรอยู่ประจำระดับ ม.3-5 เข้าเตรียมทหาร ช่วงเดือนมีนาคม เรียนทุกวัน เวลา 0900 – 2100 ใน 5 วิชาหลักคือ คือ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภาษาอังกฤษ ภาษาไทย และ สังคมศึกษา

ผู้บริหารสถานศึกษา ได้พัฒนาตนเองโดยการศึกษาต่อระดับปริญญาเอกด้าน การจัดการการศึกษา ณ มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนดุสิต และจบการศึกษาในปี 2552 

ปี พ.ศ. 2553 - ปัจจุบัน  เป็นห้วงที่ผู้บริหารสถานศึกษาจบการศึกษาระดับปริญญาเอกด้านการจัดการการศึกษา  และเริ่มมีแนวคิดในการยกระดับสถาบันการศึกษา เพื่อให้เกิดผลกับนักเรียน  ผู้ปกครอง  และสังคมโดยรวมให้มากที่สุด  จึงมีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ ได้แก่ การก่อสร้างอาคารใหม่ 3 ชั้น ในบริเวณพื้นที่ด้านหลัง  มีพื้นที่จอดรถ  มีพื้นที่ออกกำลังกาย  มีระบบการรับส่งนักเรียนข้ามถนนกลับบ้าน  ปฏิรูประบบการศึกษาให้อยู่ในกรอบ  การคัดเลือก  หลักสูตร  กระบวนการเรียนการสอน กระบวนการวัดผล  กระบวนการพัฒนาครู กระบวนการพัฒนาบุคลากรสายสนับสนุน และ ที่สำคัญคือการยกระดับสถาบันให้เป็นสถาบันผลิต ความรู้  วินัย และ คุณธรรมจริยธรรม  จากองค์กรการศึกษานอกระบบ เป็นองค์กรศึกษาในระบบ ที่เชื่อมโยงกับการพัฒนาคนให้มีคุณภาพ ซึ่งเป็นงานที่ท้าทายที่กำลังดำเนินการต่อไปและอย่างต่อเนื่อง ด้วยพื้นฐานที่ไม่เปลี่ยนแปลงคือ “ การมีอุดมการณ์ที่จะพัฒนาบ้านเกิดเมืองนอน “  อย่างต่อเนื่อง